ปิโตรเลียม1. การผลิตในปีงบประมาณ 2542 ประเทศไทยสามารถผลิตก๊าซธรรมชาติเฉลี่ย วันละ 1,822 ล้านลูกบาศก์ฟุต ก๊าซธรรมชาติเหลว วันละ 46,905 บาเรล และน้ำมันดิบ วันละ 30,786 บาเรล ซึ่งเป็นการผลิตมาจากแหล่งสัมปทาน รวม 28 สัมปทาน 36 แปลงสำรวจ เป็นสัมปทานบนบก 8 สัมปทาน 9 แปลงสำรวจ ในทะเลอ่าวไทย 18 สัมปทาน 25 แปลงสำรวจ และในทะเลอันดามัน 2 สัมปทาน 2 แปลงสำรวจ โดยมีแผนการผลิตปิโตรเลียม 4 ปี (2542-2545) ดังนี้
2. การเจาะสำรวจในปีงบประมาณ 2542 (ตุลาคม 2541 - กันยายน 2542) ได้ดำเนินการเจาะสำรวจปิโตรเลียมรวมทั้งสิ้น 221 หลุม เป็นการเจาะสำรวจบนบก รวม 22 หลุม ในอ่าวไทยรวม 199 หลุม ดังนี้- หลุมสำรวจ จำนวน 30 หลุม พบก๊าซ จำนวน 20 หลุม พบน้ำมัน จำนวน 4 หลุม พบ ก๊าซและก๊าซธรรมชาติเหลว จำนวน 1 หลุม พบก๊าซธรรมชาติเหลวและน้ำมัน จำนวน 2 หลุม พบน้ำมันและก๊าซ จำนวน 2 หลุม- หลุมพัฒนา จำนวน 117 หลุม พบก๊าซ จำนวน 128 หลุม พบน้ำมัน จำนวน 19 หลุมและพบก๊าซและน้ำมัน จำนวน 26 หลุม- หลุมประเมินผล จำนวน 1 หลุม พบก๊าซ จำนวน 1 หลุม
3. ปริมาณสำรองปริมาณสำรองปิโตรเลียมที่พิสูจน์แล้ว (Proved Reserve) ปริมาณสำรองปิโตรเลียมที่พิสูจน์แล้ว (Proved Reserve)- ก๊าซธรรมชาติ 14.83 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต- ก๊าซธรรมชาติเหลว 242.45 ล้านบาเรล - น้ำมันดิบ 145.93 ล้านบาเรลปริมาณปิโตรเลียมที่ผลิตแล้ว- ก๊าซธรรมชาติ 4.950 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต- ก๊าซธรรมชาติเหลว 152.357 ล้านบาเรล- น้ำมันดิบ 130.980 ล้านบาเรล
4. ค่าภาคหลวงปิโตรเลียมกรมทรัพยากรธรณีได้ดำเนินการเก็บค่าภาคหลวงปิโตรเลียม เป็นจำนวนเงิน 7,380 ล้านบาท ได้จัดสรรรายได้ค่าภาคหลวงปิโตรเลียมให้กับองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เป็นจำนวนเงิน 182.07 ล้านบาท องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เป็นจำนวนเงิน 205.18 ล้านบาท และส่งเข้ารายได้แผ่นดินเป็นจำนวนเงิน 6,992.75 ล้านบาท (Proved Reserve)
แผนที่แสดงแปลงสัมปทานปิโตรเลียมในประเทศไทย5. การเปิดโอกาสในการเพิ่มปริมาณสำรองปิโตรเลียมของประเทศ5.1)ได้ออกสัมปทานปิโตรเลียมเลขที่ 1/2542/57 ให้แก่บริษัท Santa Fe Energy Resources (Thailand) Ltd. เพื่อสิทธิสำรวจ และผลิตปิโตรเลียมในแปลงสำรวจในอ่าวไทย หมายเลข B 7/38 เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2542 ซึ่งอยู่ติดกับชายฝั่งจังหวัดชุมพร มีพื้นที่ 9,238 ตารางกิโลเมตร โดย 3 ปีแรก จะสำรวจด้วยวิธีวัดความไหวสะเทือนและเจาะหลุมสำรวจ 1 หลุม เงินทุนขั้นต่ำประมาณ 335 ล้านบาทและใน 3 ปีต่อไป จะประมาณผลข้อมูลความไหวสะเทือน ศึกษาด้านธรณีวิทยาและเจาะสำรวจ 1 หลุม เงินทุนขั้นต่ำประมาณ 167 ล้านบาท5.2) จัดทำสรุปเรื่องการขอพื้นที่ผลิตปิโตรเลียม เสนอคณะอนุกรรมการพิจารณาร่างสัมปทานปิโตรเลียมและปัญหากฎหมาย คณะกรรมการปิโตรเลียม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อพิจารณาอนุมัติรวม 3 พื้นที่ คือ- พื้นที่ผลิตปิโตรเลียมตราด ของบริษัท ยูโนแคล ไทยแลนด์ จำกัด และคณะในแปลง สำรวจในอ่าวไทย หมายเลข 11 พื้นที่ 13 เป็นพื้นที่ 65.2198 ตารางกิโลเมตรและวางท่อขนส่งนอกเขตสัมปทาน- พื้นที่ผลิตปิโตรเลียมหนองมะขาม ของบริษัท ไทยเชลล์ เอ็กซพลอเรชั่น แอนด์โปร-ดักชั่น จำกัด ในแปลงสำรวจบนบกหมายเลข S1 เป็นพื้นที่ 15.492 ตารางกิโลเมตร- พื้นที่ผลิตปิโตรเลียมฟูนาน เจ ของบริษัท ยูโนแคล ไทยแลนด์ จำกัด และคณะ ในแปลงสำรวจในอ่าวไทย หมายเลข 13 พื้นที่ 12 เป็นพื้นที่ 11.390 ตารางกิโลเมตร
> 6. การจัดหาแหล่งพลังงานจากต่างประเทศ6.1) งานด้านการประสานงานและกำกับดูแลการดำเนินการขององค์กรร่วมไทย-มาเลเซีย เพื่อเร่งรัดการสำรวจและพัฒนาปิโตรเลียมในพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซียพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย เป็นบริเวณที่ไทยและมาเลเซียอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกันในบริเวณอ่าวไทยตอนล่าง ครอบคลุมพื้นทีประมาณ 7,250 ตารางกิโลเมตร ซึ่งพื้นที่อยู่ห่างจากจังหวัดปัตตานี 180 กิโลเมตร ห่างจากจังหวัดสงขลา 260 กิโลเมตร และห่างจากเมืองโกตาบารู รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย 150 กิโลเมตร มีการดำเนินงานสำรวจพบแหล่งก๊าซธรรมชาติถึง 15 แหล่ง ในพื้นที่พัฒนาร่วม มีปริมาณสำรองก๊าซสูงถึงกว่า 9.5 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต คิดเป็นมูลค่าสูงกว่า 800,000 ล้านบาท ประกอบด้วยแปลงสำรวจจำนวน 3 แปลง คือ แปลง B-17, แปลง A-18 และ แปลง C-19 โดยบริษัทผู้ประกอบการที่ได้รับสิทธิเข้าทำสัญญากับองค์กรร่วม คือ บริษัทผู้ได้รับสัมปทานหรือได้รับสิทธิจากรัฐบาลแต่ละฝ่าย โดยผู้ประกอบการในแต่ละแปลงต่างถือสิทธิ์ฝ่ายละ 50% ดังนี้- บริษัท Triton oil จากประเทศไทย (50%) กับบริษัท Petronas Carigali จากประเทศมาเลเซีย (50%) ในแปลงสำรวจ A-18 พื้นที่ประมาณ 3,000 ตารางกิโลเมตร ได้เจาะหลุมสำรวจและหลุมประเมินผลรวม 16 หลุม พบแหล่งก๊าซธรรมชาติ 8 แหล่ง คาดว่ามีปริมาณสำรองก๊าซรวมกันไม่ต่ำกว่า 6.8 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต- บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด จากประเทศไทย(50%) กับ บริษัท Petronas Carigali จากประเทศมาเลเซีย (50%) ในแปลงสำรวจ B-17 และ C-19 พื้นที่ประมาณ 4,250 ตารางกิโลเมตร ได้เจาะหลุมสำรวจและประเมินผลรวม 13 หลุม พบแหล่งก๊าซธรรมชาติ 7 แหล่ง คาดว่ามีปริมาณสำรวจก๊าซรวมกันไม่ต่ำกว่า 2.7 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต6.1.1) การดำเนินการเพื่อขอรับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง - ร่างสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติจากแปลง A-18 ในพื้นที่พัฒนาร่วม - การขยายระยะเวลาสำรวจปิโตรเลียม ในพื้นที่ส่วนที่ยังไม่ได้ทำการสำรวจ ของพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย ออกไปอีก 3 ปี โดยเห็นชอบให้องค์กรร่วมฯ ออกสัญญาแบ่งปันผลผลิตเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) ให้แก่บริษัทผู้ประกอบการ ผู้ได้รับสัญญาทั้งสองกลุ่ม- การเปลี่ยนแปลงอัตราการหักค่าใช้จ่าย (Cost Recovery Rate) ในการสำรวจและพัฒนาปิโตรเลียม เพื่อช่วยสนับสนุนโครงการ พัฒนาแหล่งก๊าซ Cakevawalaในแปลง A-18- การงดเว้นกิจกรรมการสำรวจและพัฒนาปิโตรเลียม ในพื้นที่ทับซ้อน 3 ฝ่าย ไทย-มาเลเซีย-เวียดนาม ที่เวียดนามอ้างสิทธิทับซ้อน เข้ามาในพื้นที่พัฒนาร่วมฯ6.1.2) การพิจารณาแผนการดำเนินงาน และงบประมาณขององค์กรร่วมไทย-มาเลเซีย และผู้ประกอบการ ผู้ได้รับสัญญาในแปลงสำรวจหมายเลข A-18 และแปลง B-17 และ C-196.1.3) การประสานงานและอำนวยความสะดวกให้แก่บริษัทผู้ประกอบการที่เข้าร่วมประมูลงานก่อสร้างแท่นผลิตก๊าซ และถังเก็บน้ำมันขององค์กรร่วมฯ เพื่อส่งเสริมให้มีการเข้ามาลงทุนในประเทศไทย6.1.4) ประสานงานกับกรมสรรพากร กรมศุลกากร และองค์กรร่วมไทย-มาเลเซีย ในการดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาด้านภาษี/อากร- การแก้ไขปัญหาภาระภาษีมูลค่าเพิ่มให้บริษัทผู้ประกอบการขององค์กรร่วมไทย-มาเลเซีย- การหาข้อยุติเกี่ยวกับการบังคับใช้ความตกลงว่าด้วยการเว้นการเก็บภาษีซ้อน ระหว่าง2 ประเทศ ในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้ในส่วนที่เกี่ยวกับองค์กรร่วมไทย-มาเลเซีย - การหักภาษี ณ ที่จ่ายของบริษัทผู้ประกอบการองค์กรร่วมฯ- บัญชีสินค้านำเข้าที่ได้รับการยกเว้นอากร- การจัดส่งเงินอุดหนุนให้แก่องค์กรร่วมไทย-มาเลเซีย 6.2)งานด้านพื้นที่ไหล่ทวีปคาบเกี่ยวกับประเทศอื่น6.2.1) พื้นที่ทับซ้อนไทย-มาเลเซีย-เวียดนาม (ในพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย) กรมทรัพยากรธรณีได้ประสานงาน กับกระทรวงต่างประเทศและองค์กรร่วมไทย-มาเลเซีย เพื่อหาข้อยุติในเรื่องการแก้ไขปัญหาการจัดทรัพยากรปิโตรเลียมในพื้นที่ ที่เวียดนามอ้างสิทธิทับซ้อนในพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย ซึ่งมีพื้นที่ประมาณ 870 ตารางกิโลเมตร และได้มีการประชุมเจรจา 3 ฝ่าย ครั้งที่ 2 ไปแล้ว สามารถตกลงกันได้ว่า ทั้ง 3 ฝ่ายเห็นชอบในหลักการทำการพัฒนาร่วมฯ นอกจากนี้ยังได้จัดตั้งคณะทำงาน (Informal Working Group) 3 ฝ่ายขึ้น โดยมีผู้แทนกรมทรัพยากรธรณีเป็นหัวหน้าคณะ เพื่อศึกษารูปแบบและวิธีการที่เหมาะสมของการพัฒนาร่วมฯ ในพื้นที่ทับซ้อน6.2.2) พื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา กรมทรัพยากรธรณีร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ ทำการศึกษาจัด เตรียมข้อมูลทางเทคนิคและทางกฎหมาย ของการอ้างสิทธิเขตไหล่ทวีปของไทยและกัมพูชา เพื่อวางแนวทางแก้ไขปัญหาสัมปทานปิโตรเลียม ในเขตไหล่ทวีปทับซ้อน ไทย-กัมพูชา ต่อไป
วันพุธที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2551
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)

1 ความคิดเห็น:
ประเทศไทยเราก็มีทรัพยากรด้านพลังงาน
แต่ก้อมีไม่มาก
แสดงความคิดเห็น