วันเสาร์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2551
รายชื่อผู้จัดทำ
วันจันทร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2551
Global Warming กับ ผลกระทบต่อหมี

เมื่อไม่มีก้อนน้ำแข็ง ไม่มีอาหาร หมีต้องเผชิญกับความอดอยาก
รายงานข่าวเมื่อเดือน พฤศจิกายน 1999 CHURCHILL, Manitoba,
หมีขั้วโลกกำลังอยู่ในภาวะคับขันจากการขาดอาหาร เนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ การละลายของน้ำแข็งบริเวณขั้วโลก ทำให้หมีไม่สามารถเข้าถึงแหล่งอาหารได้ จากการศึกษาของ Canadian Wildlife Service บรรดานักวิจัย เอียน สเตอร์ลิง,นิโคลาส เจ ลัน และ จอห์น ไอคอซซา (Ian Stirling, Nicholas J. Lunn and John Iacozza) พบว่าแมวน้ำ (ringed seals) ซึ่งเป็นแหล่งอาหารหลักของหมีขั้วโลกกำลังหายากขึ้นทุกที เพราะช่วงฤดูหนาวที่มีน้ำแข็งมีระยะเวลาสั้นลง ซึ่งแมวน้ำเหล่านี้อาศัยอยู่บนน้ำแข็งของอ่าวฮัดสัน (Hudson Bay)
จากการศึกษายังพบอีกว่า ฤดูน้ำแข็งในอ่าวฮัดสันมีระยะเวลาสั้นลง 3 สัปดาห์จากที่เคยเป็นมาในอดีต ทำให้หมีขั้วโลกมีระยะเวลาในการล่าน้อยลง และมีสภาพค่อนข้างย่ำแย่เนื่องจากน้ำหนักตัวลด ตัวเมียให้กำเนิดลูกน้อยลง ถึงแม้ว่ายังไม่มีการบ่งบอกจำนวนที่แน่ชัด แต่แนวโน้มของการลดลงนี้จะดำเนินต่อไปอย่างแน่นอน

แกรี่ คุก (Gary Cook) ผู้อำนวยการรณรงค์เรื่องอุณหภูมิของกรีนพีซ กล่าวว่า "หมีที่กำลังอดอยาก แนวประการังที่กำลังตายลง ภาวะน้ำท่วมที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง พายุเฮอร์ริเคน และปรากฏการณ์ความแปรปรวนทางอากาศทั้งหลาย แสดงให้เห็นถึงอันตรายที่เกิดขึ้น จากจากเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิโลก ผู้ที่มีอำนาจในการปกครองทั้งหลาย ต้องให้ความสำคัญ ให้ความสนใจในอุตสาหกรรมน้ำมันจากฟอสซิล ดำเนินการแผนการใดๆอย่างจริงจังที่จะปกป้องโลกจากสภาวะอุณหภูมิที่สูงขึ้นนี้"

เชื่อโลกร้อนทำหมีขั้วโลกสูญพันธุ์
วารสารโพรซีดดิ้ง ของสภาวิทยาศาสตร์แห่งชาติ สหรัฐอเมริกา เผยเมื่อวันที่ 26 มีนาคมว่า อุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นเรื่อยๆ อาจจะส่งผลให้ภูมิอากาศของโลกบางส่วนเปลี่ยนแปลงไป โดยคาดว่าหมีขั้วโลกและภูเขาน้ำแข็งอาจจะหายไปพร้อมๆ กันภายในปี 2643 ขณะที่จะมีสิ่งแปลกใหม่เกิดขึ้นในเขตร้อนแทนนายแจ๊ค ดับเบิลยู.วิลเลียม หัวหน้าทีมวิจัยที่ใช้คอมพิวเตอร์ในการคำนวณการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เปิดเผยว่า เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงของอากาศในบางพื้นที่ สัตว์และพืชอื่นๆ ที่อาศัยอยู่ในเขตนั้นๆ ก็จะเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นไม่เพียงจะส่งผลกระทบต่อภูมิภาคเท่านั้น แต่หากจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศของโลกด้วย
โดยผลการวิจัยคาดว่า เส้นละติจูดบางแห่งจะมีอุณหภูมิสูงขึ้นถึง 8 องศาเซลเซียสภายในสิ้นศตวรรษนี้ และเขตภูมิอากาศจะเปลี่ยนจากบริเวณเส้นศูนย์สูตรไปทางขั้วโลกมากขึ้น ซึ่งส่งผลให้บริเวณขั้วโลกมีอุณหภูมิสูงขึ้น หมีขั้วโลกและแมวน้ำซึ่งอาศัยอยู่บริเวณน้ำแข็งขั้วโลกเหนือก็อาจจะได้รับผลกระทบกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น แต่การวิจัยไม่ได้ระบุว่าชะตากรรมของสัตว์เหล่านี้จะเป็นอย่างไร
นอกจากนี้ เขตขั้วโลกจะหายสาบสูญไป และจะเกิดเขตใหม่ๆ ขึ้นบนโลกที่ได้กลายเป็นพื้นที่ที่ร้อนสุดสุดไปแล้ว ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิจะเห็นได้ชัดเจนที่ทวีปอาร์กติก และแอนตาร์กติก เนื่องจากหิมะและน้ำแข็งจะละลาย ซึ่งจะส่งผลต่อความสามารถในการสะท้อนแสงอาทิตย์ทำให้โลกร้อนมากขึ้น
วันพฤหัสบดีที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2551
มลภาวะจากท่อไอเสียรถ
มีหลายคนสงสัยว่าคนในกรุงเทพ ฯ ได้สูดหายใจเอาก๊าซพิษ ไอเสีย ควันดำ ฝุ่น ละอองของรถยนต์ โรงงานอุตสาหกรรม ฯ เข้าไปทุกวันก็ไม่เห็นมีใครเป็นอันตราย ยังประกอบธุรกิจการงานได้อย่างปรกติสุข ไม่เห็นมีคนล้มดาวดิ้นสิ้นชีพ เพราะก๊าซพิษเลย ดังนั้นสมควรที่จะได้มีการศึกษาเกี่ยวกับก๊าซพิษ แต่ละชนิดแล้วลงความเห็นกันต่อไป
1. ก๊าซคาร์บอนมอนนอกไซด์ (Carbon monoxide) เกิดจากการเผาไหม้ของน้ำมันเชื้อเพลิงในเครื่องยนต์ที่ไม่สมบรูณ์และรถยนต์ปล่อยก๊าซนี้ออกมาทางท่อไอเสีย ก๊าซนี้จะลอยปะปนอยู่ในอากาศมีจำนวนมาก เมื่อมีการจราจรคับคั่งเมื่อสูดหายใจเอาก๊าซนี้เข้าไปในร่างกายแล้ว จะไปแย่งออกซิเจนโดยไปรวมกับเฮโมโกลบิน (Haemogobin) ซึ่งเรียกย่อว่า Hb เป็นสารหนึ่งที่มีอยู่ในเม็ดเลือดแดง กลายเป็นคาร์บอกซีเฮโมลโกลบิน (Carboxy haemoglobin) ปกติร่างกายของคนเราต้องการอ๊อกซิเจนจะไปรวมตัวกับเฮโมโกลบินกลายเป็นอ๊อกซีโมโกลบิน (Oxyhaemoglobin) เขียนย่อ ๆ ว่า HbO2 ในเลือดที่มี HbO2 นี้จะถูกส่งไปยังเนื้อเยื่อต่าง ๆ ทั่วร่างกายในแหล่งที่มี HbO2 ในเนื้อเยื่อจะได้รับอ๊อกซิเจน แต่ถ้าหายใจเอาซีโอเข้าไป ซีโอจะเข้าไปรวมตัวกับเฮโมโกลบิน ได้เร็วกว่าอ๊อกซิเจน 4 เท่าตัว ถ้าปริมาณของก๊าซซีโอน้อย ก็จะทำให้ร่างกายเกิดความสมดุลย์กับโลหิต และเมื่อหายใจออกก็จะขับก๊าซนี้ออกไป ปกติก๊าซนี้มีอยู่ในอากาศ 25 ส่วน ในอากาศล้านส่วน ถ้าหายใจเข้าไปจะมีก๊าซนี้อยู่ในกระแสโลหิต กลายเป็นคาร์บอกซี เฮโมโกลบิน อยู่เพียง 4% แต่ถ้าร่างกายมีไม่ถึง 4% ก็จะพยายามดูดเอาก๊าซนี้เข้าไปให้มีถึง 4% ตัวอย่างเช่น นักสูบบุหรี่ร่างกายจะมีก๊าซนี้อย่างน้อย 4% หรือมากกว่านั้นเพราะในการสูบบุหรี่ก็จะอัดควันบุหรี่เข้าไป จึงทำให้ได้รับก๊าซนี้มากกว่าคนธรรมดา เมื่อร่างกายมีก๊าซนี้ 4% แล้วขับออกเพื่อให้เข้าสู่ภาวะสมดุลย์ที่ระดับ 4% (ถ้าไม่สูบต่อ) คนไม่เคยสูบจะมีซีโอมากแล้วจะทำให้อึดอัดเวียนศีรษะ ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย โลหิตเปลี่ยนรูปแข็งตัวขึ้น ไหลไม่ได้ เซลล์ก็ขาดอ๊อกซิเจน จึงทำให้วิงเวียน อ่อนเพลีย เพราะสมองได้รับออกซิเจนน้อยนั่นเอง ดังนั้นจึงห้ามไม่ให้สูบบุหรี่บนรถเมล์ ในโรงภาพยนต์ จากการสำรวจพบว่า เมื่อเครื่องยนต์เผาไหม้น้ำมันเชื้อเพลิงไป 1 แกลลอน จะมีซีโอประมาณ 3 ปอนด์ หลุดออกมา
ขนาดและอัตราการเกิดพิษ
ก. ความเข้มข้นของอากาศภายนอก
1. ความเข้มข้นของอากาศภายนอกที่มีก๊าซนี้อยู่เสมอ 100 ส่วนในล้าน จะไม่ให้เกิดอาการใด ๆ ระหว่างที่ได้รับนานถึง 8 ชั่วโมง 2. ความเข้มข้นที่ได้รับ 500 ส่วนในล้านส่วน เป็นเวลา 1 ชั่วโมง ทำงานเบา ๆ ไม่มีอาการใด ๆ แต่บางคนมีอาการมึนศีรษะเล็กน้อยหรือหายใจขัดได้ 3. ความเข้มข้นขนาดเกิน 1,000 ส่วน ในล้านส่วนทำให้ผู้รับสิ้นสติ ระบบหายใจวาย ถ้าได้รับเกินกว่า 1 ชั่วโมงจะทำให้ถึงแก่ความตาย
ข. ความเข้มข้นของก๊าซนี้ในร่างกาย (Carboxyhaemoglobin)
1. ถ้าในกระแสโลหิตมีคาร์บ๊อกซีเฮโมโกลบิน 20 - 30% จะทำให้เกิดอาการไม่สบาย หายใจไม่สะดวก มีอาการปวดศีรษะ 2. ถ้ามีคาร์บ๊อกซีเฮโมโกลบิน 30 - 50% จะทำให้เกิดอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรง จิตใจสับสน วิงเวียนศีรษะ การมองเห็นและการได้ยินเสื่อมลง คลื่นไส้ หงุดหงิด เจ็บหน้าอกและเป็นลม 3. ถ้ามีคาร์บ๊อกซีเฮโมโกลบิน 50 - 60% หรือประมาณ 375 ส่วนในล้าน อาจทำให้หมดความรู้สึกและอาจถึงตายได้ ถ้าได้รับเป็นเวลานาน ๆ 4. ถ้ามีคาร์บ๊อกซีเฮโมโโกลบิน 80% หรือประมาณ 500 ส่วนในล้าน อาจทำให้ตายได้ในทันทีทันใด
ตามขนาดและอัตราที่กำหนดข้างบนนี้ จะเห็นได้ว่าขนาดสูงซึ่งถ้ามีในบรรยากาศ จะทำให้เกิดอันตรายได้ ดังนั้นจึงมีหลายประเทศกำหนดขนาดและอัตราที่ต่ำกว่า ทั้งนี้เพื่อความปลอดภัยของประชาชนเป็นหลัก
รถยนต์ช่วงใดที่ปล่อยก๊าซนี้มากที่สุด มีดังนี้
1. รถยนต์เครื่องดีเซลล์ ช่วงที่ปล่อยคาร์บอนมอนนอกไซด์มากที่สุด คือรถประจำทาง รถบรรทุก ที่บรรทุกน้ำหนักมากเกินไป 2. รถยนต์เครื่องเบนซินช่วงที่ปล่อยคาร์บอนมอนนอกไซด์มากที่สุดคือ รถที่อยู่ระหว่างเบาเครื่องจอดติดเครื่องขณะรถติด 3. รถยนต์ใช้น้ำมันผสมช่วงที่ปล่อยคาร์บอนมอนนอกไซด์มากที่สุด คือ สามล้อเครื่อง ขณะบรรทุกหนักและจอดรอสัญญาณไฟ
ก๊าซคาร์บอนมอนนอกไซด์ทำให้สุขภาพของกรุงเทพเสื่อมทรุดลงเพราะจุดที่เกินมาตรฐานมีมากแห่ง เมื่อสูดเข้าไปทุกวัน ๆ ย่อมทำให้เกิดพิษภัย คือรู้สึกปวดศีรษะ จิตใจไม่สบาย อ่อนเพลีย มีอารมณ์ฉุนเฉียว โกรธง่าย ดูคนในกรุงเทพขณะนี้เป็นคนมีสุขภาพบกพร่องเป็นคนยิ้มยากไปเสียแล้ว แม้ว่าก๊าซนี้จะไม่ทำให้คนดับดิ้นขาดใจตายในทันทีทันใดก็ตาม แต่นับวันก็จะเพิ่มความสำคัญในด้านเป็นอันตรายมากขึ้น และนับวันก็จะเพิ่มความสำคัญในด้านเป็นอันตรายมากขึ้น และนับวันก็จะเพิ่มความสำคัญในด้านเป็นอันตรายมากขึ้น เพราะรถยนต์เพิ่มขึ้น เพราะรถยนต์เพิ่มขึ้น การถ่ายเทอากาศไม่ดี มีตึกรามบ้านช่องมากขึ้น ทำให้อากาศถ่ายเทไม่สะดวก สิ่งเหล่านี้จะเพิ่มอันตรายหากไม่ได้รับวางแผนแก้ไขเสียแต่เนิ่น ๆ
2. สารประกอบของตะกั่ว (Tetraethyl Lead) มีสูตรเคมีคือ Pb(C2H5)4 โดยผู้ผลิตน้ำมันได้เติมสารประกอบของตะกั่วที่มีชื่อภาษาอังกฤษว่า เตตร้าเอทิลเลต (Tetraethyl Lead) ซึ่งเป็นของเหลวใส่ลงไปในน้ำมันเบนซินและน้ำมันเครื่อง (ที่ใช้กับเครื่องยนต์) เพื่อให้มีออกเทนสูง (Octane bumber) สูง วิ่งเร็ว ป้องกันไม่ให้เครื่องยนต์ เกิดการชักกระตุก (Antiknock Additive Substance) แต่เนื่องจากการเผาไหม้ในคอมบิวเรเตอร์ของเครื่องยนต์ ไม่สมบรูณ์จะมีสารประกอบของตะกั่วหลุดออกมา พวกตะกั่วเหล่านี้จะทำให้อากาศสกปรก โดยแผ่กระจายไปในอากาศทั่วบริเวณนั้น ๆ ยิ่งจำนวนรถยนต์ของกรุงเทพมหานครหรือเมืองใหญ่ ๆ มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ สารประกอบของตะกั่วก็เพิ่มมากขึ้นเป็นเงานตามตัวเช่นกัน ตามสถิติในน้ำมันเบนซินมีสารตะกั่วละลายอยู่ 0.7 กรัมต่อลิตร หลังจากการเผาไหม้ในเครื่องยนต์แล้วตะกั่วประมาณ 0.4 กรัมต่อลิตร จะถูกปล่อยออกมายังสิ่งแวดล้อมทางท่อไอเสียรถยนต์ในปี 2520 ประเทศไทยยังใช้น้ำมันเบนซินประมาณ 1,600 ล้านลิตรต่อปึ หรือ 60% ของจำนวนนี้ เป็นส่วนที่ใช้ในกรุงเทพมหานคร ฉะนั้นจะมีสารตะกั่วประมาณ 38,400 กิโลกรัมต่อปี หรือประมาณ 105.2 กิโลกรัมต่อวัน หลุดออกมาสู่สิ่งแวดล้อม สำหรับสถิติปี 2522 มีการใช้น้ำมันเพิ่มเป็น 13,600 ล้านลิตรต่อปี จะมีตะกั่วหลุดออกมามากมายเท่าใด และตะกั่วเหล่านี้ บางส่วนจะถูกปล่อยออกสู่สิ่งแวดล้อมในกรุงเทพ และบางส่วนจะเจือปนเข้าไปในร่างกายของคนในเมืองหลวงโดยทางลมหายใจ ส่วนที่ไม่ได้เข้าไปสู่ร่างกายของคนก็จะตกลงทับถมบนถนน หนทางและบริเวณต่าง ๆ ฝนก็จะชะเอาตะกั่วส่วนนี้ลงสู่แม่น้ำลำคลอง และเจือปน ซึ่งมีผลต่อระบบสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างยิ่ง อันตรายของตะกั่ว ที่ถูกฝนชะล้างลงสู่แม่น้ำลำคลอง ไหลลงทะเล สัตว์น้ำ เช่นปู ปลา กุ้ง หอย ก็รับเอาสารตะกั่วเข้าไปสะสมในร่างกาย เมื่อคนกินสัตว์น้ำพวกนี้เข้าไปก็ได้รับอันตรายจากพิษของตะกั่วเข้าไปด้วย โดยเฉพาะสัตว์น้ำที่มีตะกั่วสะสมอยู่มาก คือ ปลา และหอยนางรม ที่คนเราชอบรับประทานนั่นเอง พิษของตะกั่วที่เข้าสู่ร่างกายของมนุษย์โดยทางการหายใจ
พิษของสารตะกั่วที่มีต่อสุขภาพที่เห็นได้ชัดเจนมาก คือ นอนไม่ค่อยจะหลับ อารมณ์ไม่แจ่มใส เบื่ออาหาร น้ำหนักตัวลด ท้องผูก อาเจียน ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย เหงือกซีด โลหิตจาง ไตพิการ ทำลายเนื้อเยื่อสมอง ทำให้ปวดศีรษะ ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพของสิ่งมีชีวิตจนถึงตายได้ นอกจากนี้ตะกั่วยังไปสะสมได้ในกระดูก ทั้งนี้เพราะตะกั่วมีลักษณะคล้ายแคลเซี่ยมและสามารถสะสมในเนื้อเยื่ออ่อนโดยเฉพาะในสมอง ไต และอวัยวะอื่น ๆ ได้ด้วย ปกติระดับของตะกั่วในเลือด จะต่ำกว่า 0.08 มิลลิกรัม / 100 ีซ.ซี. ถ้าเกินระดับนี้ถือว่าเป็นอันตราย จากการศึกษาระดับตะกั่วในเลือดของเด็กจำนวน 69 คน ที่อาศัยอยู่ในบริเวณพื้นที่ที่ถมด้วยกากแบตเตอรี่ในเขตตำบลบางครุ 0.15 - 5.40 ส่วน ในล้านส่วน ค่าเฉลี่ย 1.28 ส่วนในล้านส่วน ความเบี่ยงเบนมาตรฐาน 1.20 ส่วนในล้านส่วน เด็กที่มีตะกั่วในเลือดต่ำกว่า 0.5 ส่วนในล้านส่วน มีอยู่ร้อยละ 29 ของจำนวนเด็กทั้งหมดโดยทั่วไปแล้ว เราอาจจะพิจารณาได้ว่าระดับของตะกั่วในเลือดขนาดตั้งแต่ 1.5 ส่วนในล้านส่วน อยู่ในขั้นพื้นฐานแลทางการแพทย์อาจพบอาการที่เกิดจากพิษตะกั่วได้
3. ก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (Sulfurdioxide , SO2) เป็นก๊าซที่มีกลิ่นเหม็น ทำให้ระบบทางเดินหายใจ เช่น จมูก ลำคออักเสบ ระคายเคือง ทั้งนี้เนื่องมาจากในน้ำมันเชื้อเพลิงรถยนต์มีกำมะถันปนอยุ่ เมื่อเกิดการเผาไหม้ที่ไม่สมบรูณ์จะมีกาซกำมะถันปนอยู่ เมื่อเกิดการเผาไหม้ที่ไม่สมบรูณ์จะมีก๊าซกำมะถันหลุดออกมาทางท่อไอเสียรถยนตื ดังนั้นโรงกลั่นน้ำมันต้องกำจัดกำมะถันในน้ำมันดิบออกให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ก๊าซนี้มีอันตรายต่อสุขภาพมากกว่า ก๊าซคาร์บอนมอนนอกไซด์ เพราะเป็นตัวนำที่ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อระบบหายใจ ทำให้สัตว์เจ็บป่วยด้วยโรคระบบทางเดินหายใจส่วนต้นในอัตราสูง ถ้าสูดเข้าไปเสมอ ๆ ทำให้เกิดหลอดลมอักเสบเรื้อรัง ถ้ามากทำให้ลิ้นไก่สั้นเกิดการเกร็งหดปิดทางเดินหายใจตายทันที สำคัญที่สุดเป็นอันตรายต่อปอดในรายที่คนไข้เป็นโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจอยู่แล้ว จะมีอาการเพิ่มมากขึ้น เมื่อได้รับซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ขนาด 0.25 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (ขนาดได้กลิ่นฉุน) บางตำราบอกว่าเป็นสาเหตุหนึ่งของโรคหอบหืด ก๊าซนี้กำหนดไว้เพียง
วันจันทร์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2551
ลานีญา และเอลนิโญ

ปรากฎการณ์ ลานีญา
ปรากฎการณ์ ลานีญา (La Nina Phenomenon) คือ ปรากฎการณ์ที่กลับกันกับเอลนีโญ กล่าวคือ อุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณเส้นศูนย์สูตรในมหาสมุทรแปซิฟิกกลางและตะวันออกมีค่าต่ำกว่าปกติ ทั้งนี้เนื่องจาก ลมค้าตะวันออกเฉียงใต้ที่พัดอยู่เป็นประจำในแปซิฟิกเขตร้อนทางซีกโลกใต้ (ละติจูด 0-30 ํใต้) มีกำลังแรงกว่าปกติ จึงพัดพาผิวน้ำทะเลที่อุ่นจากแปซิฟิก เขตร้อนตะวันออก (บริเวณชายฝั่งเอควาดอร์ เปรูและชิลีตอนเหนือ)ไปสะสมอยู่ทางแปซิฟิกเขตร้อนตะวันตก (บริเวณชายฝั่งอินโดนีเซียและออสเตรเลีย) มากยิ่งขึ้นจึงทำให้ทางแปซิฟิกเขตร้อนตะวันตกซึ่งแต่เดิมมีอุณหภูมิผิวน้ำทะเลและระดับน้ำทะเลสูงกว่าทาง แปซิฟิกเขตร้อนตะวันออก อยู่แล้วกลับยิ่งมีอุณหภูมิผิวน้ำทะเลและ ระดับน้ำทะเลสูงกว่าทางแปซิฟิกเขตร้อนตะวันออกมากขึ้นไปอีกมีผลทำให้ทางแปซิฟิกเขตร้อนตะวันตกมีปริมาณฝนตกมากขึ้น ขณะที่ทางแปซิฟิกเขตร้อนตะวันออกจะมีความแห้งแล้งมากขึ้นเช่นกัน ลานีญาจะเกิดโดยเฉลี่ย 5-6 ปีต่อครั้ง และเกิดแต่ละครั้งกินเวลานานประมาณ 1 ปี
ปรากฏการณ์เอลนิโญ ( El Nino Phenomena )
เอลนิโญ เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกใต้ เกิดจากอิทธิพลของลมสินค้าตะวันออกเฉียงเหนือ พัดจากด้านล่างของทวีปอเมริกาใต้เลียบชายฝั่งทะเล ขณะที่กระแสน้ำเย็นซึ่งพัดขนานเส้นศูนย์สูตรไปยังทวีปออสเตรเลียเกิดการย้อนกลับ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพดินฟ้าอากาศ เกิดความแห้งแล้งในทวีปอเมริกาใต้และทวีปออสเตรเลีย รวมทั้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะพื้นที่ทางตอนใต้ของโลก เช่นประเทศอินโดนีเซีย

การเกิดปรากฏการณ์เอลนิโญ
โดยปกติพื้นที่ทางตอนใต้ของโลกซึ่งอยู่ระหว่างเส้นศูนย์สูตรกับเส้นละติจูด 30 องศาใต้ จะได้รับอิทธิพลจากลมสินค้าตะวันออกเฉียงใต้ พัดผ่านพื้นที่ชายฝั่งทวีปอเมริกาใต้ กระแสลมนี้พัดเอากระแสน้ำเย็นจากทางตอนใต้ของทวีปตามแนวชายฝั่งมายัง พื้นที่ใกล้เส้นศูนย์สูตรติดกับประเทศเปรูและเอกวาดอร์ กระแสน้ำนี้มีอุณหภูมิที่ผิวน้ำต่ำกว่ากระแสน้ำที่ไกล
จากฝั่ง อิทธิพลจาก ลมสินค้าตะวันออกเฉียงใต้กับการหมุนตัวของโลก ทำให้เกิดกระแสน้ำเย็นไหลไปทางซีกตะวันตกเข้าสู่มหาสมุทรแปซิฟิก โดยผ่านทางตอนเหนือของทวีปออสเตรเลียและประเทศอินโดนีเซีย กระแสน้ำเย็นนี้จะรวมตัวกับกระแสน้ำอุ่นบริเวณตอนกลาง และตะวันตกของมหาสมุทรแปซิฟิก ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศขึ้นในบางปีลมสินค้าตะวันออกเฉียงใต้อ่อนตัว หรือพัดกลับทาง ทำให้กระแสน้ำเย็นไหลไปไม่ถึงแนวชายฝั่งด้านตะวันตกของทวีปอเมริกากลางและอเมริกาใต้บริเวณเขตศูนย์สูตร น้ำบริเวณชายฝั่งประเทศเปรู เอกวาดอร์ และตอนเหนือของประเทศชิลีมีความอุ่นกว่าปกติ กระแสน้ำอุ่นนี้อาจเกิดตลอดแนวกว้าง ของมหาสมุทรแปซิฟิกจากประเทศอินโดนีเซียถึงทวีปอเมริกากลาง เหตุการณ์นี้มีการบันทึกเป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2110 โดยชาวประมงเปรู ซึ่งเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “ ปรากฏการณ์เอลนิโญ ” ในศตวรรษที่ 20 ปรากฏการณ์เอลนิโญ ได้เกิดขึ้น 23 ครั้ง มีช่วงเวลาห่างกันระหว่าง2-10 ปี โดยมีความรุนแรงต่าง ๆ กัน ในช่วงปี พ.ศ. 2540-2541 มีความรุนแรงมากกว่าปกติจนได้ชื่อว่าเป็น มารดาของวิกฤติการณ์เอลนิโญทั้งปวง
วันพุธที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2551
การจัดการทรัพยากรด้านพลังงานในไทย
2. การเจาะสำรวจในปีงบประมาณ 2542 (ตุลาคม 2541 - กันยายน 2542) ได้ดำเนินการเจาะสำรวจปิโตรเลียมรวมทั้งสิ้น 221 หลุม เป็นการเจาะสำรวจบนบก รวม 22 หลุม ในอ่าวไทยรวม 199 หลุม ดังนี้- หลุมสำรวจ จำนวน 30 หลุม พบก๊าซ จำนวน 20 หลุม พบน้ำมัน จำนวน 4 หลุม พบ ก๊าซและก๊าซธรรมชาติเหลว จำนวน 1 หลุม พบก๊าซธรรมชาติเหลวและน้ำมัน จำนวน 2 หลุม พบน้ำมันและก๊าซ จำนวน 2 หลุม- หลุมพัฒนา จำนวน 117 หลุม พบก๊าซ จำนวน 128 หลุม พบน้ำมัน จำนวน 19 หลุมและพบก๊าซและน้ำมัน จำนวน 26 หลุม- หลุมประเมินผล จำนวน 1 หลุม พบก๊าซ จำนวน 1 หลุม
3. ปริมาณสำรองปริมาณสำรองปิโตรเลียมที่พิสูจน์แล้ว (Proved Reserve) ปริมาณสำรองปิโตรเลียมที่พิสูจน์แล้ว (Proved Reserve)- ก๊าซธรรมชาติ 14.83 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต- ก๊าซธรรมชาติเหลว 242.45 ล้านบาเรล - น้ำมันดิบ 145.93 ล้านบาเรลปริมาณปิโตรเลียมที่ผลิตแล้ว- ก๊าซธรรมชาติ 4.950 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต- ก๊าซธรรมชาติเหลว 152.357 ล้านบาเรล- น้ำมันดิบ 130.980 ล้านบาเรล
4. ค่าภาคหลวงปิโตรเลียมกรมทรัพยากรธรณีได้ดำเนินการเก็บค่าภาคหลวงปิโตรเลียม เป็นจำนวนเงิน 7,380 ล้านบาท ได้จัดสรรรายได้ค่าภาคหลวงปิโตรเลียมให้กับองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เป็นจำนวนเงิน 182.07 ล้านบาท องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เป็นจำนวนเงิน 205.18 ล้านบาท และส่งเข้ารายได้แผ่นดินเป็นจำนวนเงิน 6,992.75 ล้านบาท (Proved Reserve)
แผนที่แสดงแปลงสัมปทานปิโตรเลียมในประเทศไทย5. การเปิดโอกาสในการเพิ่มปริมาณสำรองปิโตรเลียมของประเทศ5.1)ได้ออกสัมปทานปิโตรเลียมเลขที่ 1/2542/57 ให้แก่บริษัท Santa Fe Energy Resources (Thailand) Ltd. เพื่อสิทธิสำรวจ และผลิตปิโตรเลียมในแปลงสำรวจในอ่าวไทย หมายเลข B 7/38 เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2542 ซึ่งอยู่ติดกับชายฝั่งจังหวัดชุมพร มีพื้นที่ 9,238 ตารางกิโลเมตร โดย 3 ปีแรก จะสำรวจด้วยวิธีวัดความไหวสะเทือนและเจาะหลุมสำรวจ 1 หลุม เงินทุนขั้นต่ำประมาณ 335 ล้านบาทและใน 3 ปีต่อไป จะประมาณผลข้อมูลความไหวสะเทือน ศึกษาด้านธรณีวิทยาและเจาะสำรวจ 1 หลุม เงินทุนขั้นต่ำประมาณ 167 ล้านบาท5.2) จัดทำสรุปเรื่องการขอพื้นที่ผลิตปิโตรเลียม เสนอคณะอนุกรรมการพิจารณาร่างสัมปทานปิโตรเลียมและปัญหากฎหมาย คณะกรรมการปิโตรเลียม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อพิจารณาอนุมัติรวม 3 พื้นที่ คือ- พื้นที่ผลิตปิโตรเลียมตราด ของบริษัท ยูโนแคล ไทยแลนด์ จำกัด และคณะในแปลง สำรวจในอ่าวไทย หมายเลข 11 พื้นที่ 13 เป็นพื้นที่ 65.2198 ตารางกิโลเมตรและวางท่อขนส่งนอกเขตสัมปทาน- พื้นที่ผลิตปิโตรเลียมหนองมะขาม ของบริษัท ไทยเชลล์ เอ็กซพลอเรชั่น แอนด์โปร-ดักชั่น จำกัด ในแปลงสำรวจบนบกหมายเลข S1 เป็นพื้นที่ 15.492 ตารางกิโลเมตร- พื้นที่ผลิตปิโตรเลียมฟูนาน เจ ของบริษัท ยูโนแคล ไทยแลนด์ จำกัด และคณะ ในแปลงสำรวจในอ่าวไทย หมายเลข 13 พื้นที่ 12 เป็นพื้นที่ 11.390 ตารางกิโลเมตร
> 6. การจัดหาแหล่งพลังงานจากต่างประเทศ6.1) งานด้านการประสานงานและกำกับดูแลการดำเนินการขององค์กรร่วมไทย-มาเลเซีย เพื่อเร่งรัดการสำรวจและพัฒนาปิโตรเลียมในพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซียพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย เป็นบริเวณที่ไทยและมาเลเซียอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกันในบริเวณอ่าวไทยตอนล่าง ครอบคลุมพื้นทีประมาณ 7,250 ตารางกิโลเมตร ซึ่งพื้นที่อยู่ห่างจากจังหวัดปัตตานี 180 กิโลเมตร ห่างจากจังหวัดสงขลา 260 กิโลเมตร และห่างจากเมืองโกตาบารู รัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย 150 กิโลเมตร มีการดำเนินงานสำรวจพบแหล่งก๊าซธรรมชาติถึง 15 แหล่ง ในพื้นที่พัฒนาร่วม มีปริมาณสำรองก๊าซสูงถึงกว่า 9.5 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต คิดเป็นมูลค่าสูงกว่า 800,000 ล้านบาท ประกอบด้วยแปลงสำรวจจำนวน 3 แปลง คือ แปลง B-17, แปลง A-18 และ แปลง C-19 โดยบริษัทผู้ประกอบการที่ได้รับสิทธิเข้าทำสัญญากับองค์กรร่วม คือ บริษัทผู้ได้รับสัมปทานหรือได้รับสิทธิจากรัฐบาลแต่ละฝ่าย โดยผู้ประกอบการในแต่ละแปลงต่างถือสิทธิ์ฝ่ายละ 50% ดังนี้- บริษัท Triton oil จากประเทศไทย (50%) กับบริษัท Petronas Carigali จากประเทศมาเลเซีย (50%) ในแปลงสำรวจ A-18 พื้นที่ประมาณ 3,000 ตารางกิโลเมตร ได้เจาะหลุมสำรวจและหลุมประเมินผลรวม 16 หลุม พบแหล่งก๊าซธรรมชาติ 8 แหล่ง คาดว่ามีปริมาณสำรองก๊าซรวมกันไม่ต่ำกว่า 6.8 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต- บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด จากประเทศไทย(50%) กับ บริษัท Petronas Carigali จากประเทศมาเลเซีย (50%) ในแปลงสำรวจ B-17 และ C-19 พื้นที่ประมาณ 4,250 ตารางกิโลเมตร ได้เจาะหลุมสำรวจและประเมินผลรวม 13 หลุม พบแหล่งก๊าซธรรมชาติ 7 แหล่ง คาดว่ามีปริมาณสำรวจก๊าซรวมกันไม่ต่ำกว่า 2.7 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต6.1.1) การดำเนินการเพื่อขอรับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง - ร่างสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติจากแปลง A-18 ในพื้นที่พัฒนาร่วม - การขยายระยะเวลาสำรวจปิโตรเลียม ในพื้นที่ส่วนที่ยังไม่ได้ทำการสำรวจ ของพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย ออกไปอีก 3 ปี โดยเห็นชอบให้องค์กรร่วมฯ ออกสัญญาแบ่งปันผลผลิตเพิ่มเติม (ฉบับที่ 1) ให้แก่บริษัทผู้ประกอบการ ผู้ได้รับสัญญาทั้งสองกลุ่ม- การเปลี่ยนแปลงอัตราการหักค่าใช้จ่าย (Cost Recovery Rate) ในการสำรวจและพัฒนาปิโตรเลียม เพื่อช่วยสนับสนุนโครงการ พัฒนาแหล่งก๊าซ Cakevawalaในแปลง A-18- การงดเว้นกิจกรรมการสำรวจและพัฒนาปิโตรเลียม ในพื้นที่ทับซ้อน 3 ฝ่าย ไทย-มาเลเซีย-เวียดนาม ที่เวียดนามอ้างสิทธิทับซ้อน เข้ามาในพื้นที่พัฒนาร่วมฯ6.1.2) การพิจารณาแผนการดำเนินงาน และงบประมาณขององค์กรร่วมไทย-มาเลเซีย และผู้ประกอบการ ผู้ได้รับสัญญาในแปลงสำรวจหมายเลข A-18 และแปลง B-17 และ C-196.1.3) การประสานงานและอำนวยความสะดวกให้แก่บริษัทผู้ประกอบการที่เข้าร่วมประมูลงานก่อสร้างแท่นผลิตก๊าซ และถังเก็บน้ำมันขององค์กรร่วมฯ เพื่อส่งเสริมให้มีการเข้ามาลงทุนในประเทศไทย6.1.4) ประสานงานกับกรมสรรพากร กรมศุลกากร และองค์กรร่วมไทย-มาเลเซีย ในการดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาด้านภาษี/อากร- การแก้ไขปัญหาภาระภาษีมูลค่าเพิ่มให้บริษัทผู้ประกอบการขององค์กรร่วมไทย-มาเลเซีย- การหาข้อยุติเกี่ยวกับการบังคับใช้ความตกลงว่าด้วยการเว้นการเก็บภาษีซ้อน ระหว่าง2 ประเทศ ในส่วนที่เกี่ยวกับภาษีเก็บจากเงินได้ในส่วนที่เกี่ยวกับองค์กรร่วมไทย-มาเลเซีย - การหักภาษี ณ ที่จ่ายของบริษัทผู้ประกอบการองค์กรร่วมฯ- บัญชีสินค้านำเข้าที่ได้รับการยกเว้นอากร- การจัดส่งเงินอุดหนุนให้แก่องค์กรร่วมไทย-มาเลเซีย 6.2)งานด้านพื้นที่ไหล่ทวีปคาบเกี่ยวกับประเทศอื่น6.2.1) พื้นที่ทับซ้อนไทย-มาเลเซีย-เวียดนาม (ในพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย) กรมทรัพยากรธรณีได้ประสานงาน กับกระทรวงต่างประเทศและองค์กรร่วมไทย-มาเลเซีย เพื่อหาข้อยุติในเรื่องการแก้ไขปัญหาการจัดทรัพยากรปิโตรเลียมในพื้นที่ ที่เวียดนามอ้างสิทธิทับซ้อนในพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย ซึ่งมีพื้นที่ประมาณ 870 ตารางกิโลเมตร และได้มีการประชุมเจรจา 3 ฝ่าย ครั้งที่ 2 ไปแล้ว สามารถตกลงกันได้ว่า ทั้ง 3 ฝ่ายเห็นชอบในหลักการทำการพัฒนาร่วมฯ นอกจากนี้ยังได้จัดตั้งคณะทำงาน (Informal Working Group) 3 ฝ่ายขึ้น โดยมีผู้แทนกรมทรัพยากรธรณีเป็นหัวหน้าคณะ เพื่อศึกษารูปแบบและวิธีการที่เหมาะสมของการพัฒนาร่วมฯ ในพื้นที่ทับซ้อน6.2.2) พื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา กรมทรัพยากรธรณีร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ ทำการศึกษาจัด เตรียมข้อมูลทางเทคนิคและทางกฎหมาย ของการอ้างสิทธิเขตไหล่ทวีปของไทยและกัมพูชา เพื่อวางแนวทางแก้ไขปัญหาสัมปทานปิโตรเลียม ในเขตไหล่ทวีปทับซ้อน ไทย-กัมพูชา ต่อไป
วันอาทิตย์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2551
โรคร้อนขึ้นทุกวัน

1. จำนวนพายุ Hurricane Category 4 และ 5 เพิ่มขึ้นสองเท่า ในสามสิบปีที่ผ่านมา
2. เชื้อมาลาเรียได้แพร่กระจายไปในที่สูงขึ้น แม้แต่ใน Columbian, Andes ที่สูง 7000 ฟุตเหนือระดับน้ำทะเล
3. น้ำแข็ง ใน ธารน้ำแข็ง เขตกรีนแลนด์ ละลายเพิ่มมากขึ้นเป็นสองเท่าในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา
4. สัตว์ต่างๆ อย่างน้อย 279 สปีชี่ส์กำลังตอบสนองต่อ ภาวะโลกร้อน โดยพยายามย้ายถิ่นที่อยู่หากเรายังเพิกเฉยต่อสิ่งที่เกิดขึ้น รับรองได้เลยว่าจะเกิดเรื่องอย่างนี้แน่
5. อัตรา ผู้เสียชีวิต จาก โลกร้อน จะพุ่งไปอยู่ที่ 300000 คนต่อปี ใน 25 ปีต่อจากนี้
6. ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น 20 ฟุต
7. คลื่นความร้อน จะมาบ่อยขึ้นและรุนแรงขึ้น
8. ภาวะฝนแล้ง และไฟป่าจะเกิดบ่อยขึ้น
9. มหาสมุทรอาร์กติกจะไม่เหลือน้ำแข็ง ภายในฤดูร้อน 2050
10.สิ่งมีชีวิตกว่าล้านสปีชี่ส์เสี่ยงที่จะสูญพันธุ์
วิธีช่วยลดปัญหาโลกร้อน
คู่มือช่วยลด ภาวะโลกร้อน Ten Things To Do จาก An Inconvenient Truth
1. เปลี่ยนหลอดไฟ การเปลี่ยนหลอดไฟจากหลอดไส้เป็นฟลูออเรสเซนต์หนึ่งดวง จะช่วยลด คาร์บอนไดออกไซด์ได้ 150 ปอนด์ต่อปี
2. ขับรถให้น้อยลงหากเป็นระยะทางใกล้ๆ สามารถเดินหรือขี่จักรยานแทนได้ การขับรถยนตร์เป็นระยะทาง 1ไมล์จะปล่อย คาร์บอนไดออกไซด์ 1 ปอนด์
3. รีไซเคิลให้มากขึ้นลดขยะของบ้านคุณให้ได้ครึ่งนึงจะช่วยลด คาร์บอนไดออกไซด์ ได้ถึง 2400 ปอนด์ต่อปี
4. เช็คลมยางการขับรถโดยที่ยางมีลมน้อย อาจทำให้เปลืองน้ำมันขึ้นได้ถึง 3% จากปกติน้ำมันๆทุกๆแกลลอนที่ประหยัดได้ จะลด คาร์บอนไดออกไซด์ ได้ 20 ปอนด์
5. ใช้น้ำร้อนให้น้อยลงในการทำน้ำร้อน ใช้พลังงานในการต้มสูงมาก การปรับเครื่องทำน้ำอุ่น ให้มีอุณหภูมิและแรงน้ำให้น้อยลง จะลด คาร์บอนไดออกไซด์ ์ได้ 350 ปอนด์ต่อปี หรือการซักผ้าในน้ำเย็น จะลดคาร์บอนไดออกไซด์ ได้ปีละ 500 ปอนด์
6. หลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีบรรจุภัณฑ์เยอะเพียงแค่ลดขยะของคุณเอง 10 % จะลด คาร์บอนไดออกไซด์ ได้ 1200 ปอนด์ต่อปี
7. ปรับอุณหภูมิห้องของคุณ(สำหรับเมืองนอก)ในฤดูหนาว ปรับอุณหภูมิของ heater ให้ต่ำลง 2 องศา และในฤดูร้อน ปรับให้สูงขึ้น 2 องศาจะลดคาร์บอนไดออกไซด์ ได้ 2000 ปอนด์ต่อปี
8. ปลูกต้นไม้การ ปลูกต้นไม้ หนึ่งต้น จะดูดซับคาร์บอนไดออก ไซด์ได้ 1 ตัน ตลอดอายุของมันุ
9. ปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่ใช่ปิดทีวี คอมพิวเตอร์ เครื่องเสียง และเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ เมื่อไม่ใช้ จะลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้นับพันปอนด์ต่อปีและอย่างสุดท้าย
10. บอกเพื่อนๆของคุณเกี่ยวกับวิธีเหล่านี้
วันพุธที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2551
An Inconvenient Truth หนังสารคดี...สำหรับคนรักษ์โลก

หากคุณจะเป็นคนหนึ่งที่ช่วยรักษาโลก
สารคดีเรื่องนี้อาจจะบอกความเป็นจริงของโลก
ซึ่งคุณอาจจะรับมันไม่ได้ ...
Don't miss it !!
